2006/Apr/29
2005/Dec/29
เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่ถล่มชายฝั่งอันดามันเมื่อปลายปีก่อน ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลในสังคมไทย นอกจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ภัยพิบัติในครั้งนี้ยังทำให้ผู้คนเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาเราประมาทกับการใช้ชีวิตมากเพียงใด
ช่วงเวลาสองสามเดือนแรก เราจะได้ยินข่าวคราวออกมาอย่างไม่ขาดสายว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นห้องเรียนสึนามิเนื่องจากที่ผ่านมาเราไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
และให้ถือว่านับจากนี้ เราจะเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่...
โลกเป็นของเรา?
ธันวาคม 2548 ที่ชายหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต เมื่อมองเข้าไปยังผืนน้ำ ภาพที่เห็นก็คือ เตียงผ้าใบและร่มกันแดดสีสันแสบตาตั้งวางเรียงราย ตลอดแนวชายหาด แทนที่จะเป็นน้ำทะเลสีคราม รอบๆบริเวณนี้เริ่มปรากฎสิ่งปลูกสร้างขึ้น หลังจากที่ถูกทำลายลงไป เมื่อปลายปีก่อน
เช่นเดียวกับชายหาดบางเนียง เขาหลัก จ.พังงา ที่เมื่อหลายเดือนก่อน ยังเป็นพื้นทรายโล่งดูสะอาดตา ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วย บังกะโลและรีสอร์ทหลายแห่งซึ่งค่อยๆทยอยผุดขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนได้สัมผัสกับทะเลอย่างใกล้ชิด
ทุกฝ่ายต่างกำลังพยายามเนรมิตให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกลับคืนสู่สภาพเดิม ให้มากที่สุด เพราะนั่นหมายถึง เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่เคยได้รับ จะกลับมาอีกครั้ง ธรรมชาติถูกรุกรานอย่างไร ก็ยังคงเป็นอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต คลื่นสึนามิที่ถาโถมเข้ามานั้น ไม่ได้ทำให้มนุษย์เปลี่ยนความเชื่อที่ว่าโลกเป็นของเรา และเรามีสิทธิที่จะทำอะไรกับมันก็ได้ออกไปได้เลย
เรายังคงตักตวงและทำร้ายโลกด้วยการบริโภคอย่างขาดสติเหมือนเดิม
สื่อ(เพื่อ)มวลชน?
ดูเหมือนว่า ภาพที่บรรดาสื่อมวลชนวิ่งกรูเข้ารุมล้อมบุคคลสำคัญจากภาครัฐ จะกลายเป็นสิ่งที่ปกติไปแล้ว สำหรับการจัดงานต่างๆ สำหรับพิธีรำลึก 1 ปีสึนามิก็ไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อเราเห็นขบวนรถของนายกรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจรัฐ เราก็จะเห็นกองทัพสื่อมวลชนตามติดอย่างไม่ลดละเช่นกัน ดังนั้นแง่มุมในการเสนอข่าว จึงเห็นได้ชัดเจนว่าการทำงานของรัฐ หรือการเดินทางไปเปิดงานของผู้มีอำนาจรัฐถูกจัดให้มีความสำคัญอยู่ในลำดับแรก ทั้งที่ศูนย์กลางของการทำงานน่าจะอยู่ที่ผู้สูญเสีย หรือผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า
นอกจากนี้ ภายในพิธีการรำลึก 1 ปี ที่ผู้เขาร่วมงานส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปกับคลื่นสึนามินั้น เรายังคงเห็นการทำงานของสื่อมวลชนที่ไม่หลุดกรอบวิธีคิดแบบเดิม นั่นคือ ความพยายามในการสรรหาภาพข่าวที่สะเทือนอารมณ์ให้ได้มากที่สุดโดยไม่สนใจว่าผู้ที่ถูกสัมภาษณ์จะรู้สึกอย่างไรบ้าง การจู่โจมเข้าไปขณะที่อีกฝ่ายกำลังอยู่ในอาการโศกเศร้าและระลึกถึงคนที่จากไป ที่มีให้เห็นตั้งแต่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น จนผ่านพ้นมา 1 ปี ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สื่อมวลชนยังขาดความรู้สึกเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้นเหมือนเดิม
อาสาสมัครคือ...
ท่ามกลางความสูญเสียอย่างมหาศาล เรายังได้เห็นความดีงามเกิดขึ้น คนจำนวนมากหลั่งไหลลงไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยความเต็มใจ และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และกลุ่มคนเหล่านี้นับได้ว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น
อาสาสมัครที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประสบภัย ต่างก็ไม่ได้คาดหวังถึงผลตอบแทนใดๆ นอกจากความสุขใจที่ได้ช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นลงไปได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเห็นว่าปรากฎการณ์ครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของงานอาสาสมัคร เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับพัฒนาและสานต่อระบบอาสาสมัครอย่างให้หยั่งรากลึกลงในแผ่นดินไทย ที่ในอดีตเราเคยคิดว่า จิตสำนึกอาสาสมัครได้ตายไปจากสังคมไทยแล้ว กลับพบว่า หน่วยงานภาครัฐกลับมองในมุมที่ต่างออกไป ในงานรำลึก 1 ปีสึนามิรัฐบาลได้จัดงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่อาสาสมัครประจำชาติ(national volunteer) ที่แต่งกายด้วยชุดสูทสวยงาม คอยยืนต้อนรับผู้มาเยือนที่ส่วนใหญ่เป็นแขกของรัฐบาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตลอดงาน
น่าสนใจว่า ผู้มีอำนาจรัฐมีความคิดอย่างไรต่อคำว่าอาสาสมัคร ภายใต้บรรยากาศที่จิตอาสากำลังเบ่งบานไปทั่วเช่นนี้
งานนี้เพื่อใคร?
ขอให้วีไอพีออกก่อนนะคะ
เราทุ่มเม็ดเงินกว่าพันห้าร้อยล้านบาทจัดงานในครั้งนี้ เพื่อให้ชาวโลกเห็นว่าเราฟื้นแล้ว
จากงานครบรอบ 100 วันจนถึง 1 ปีสึนามิ เราแทบไม่เห็นความแตกต่างในวิธีคิดของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของงานที่มุ่งเป้าหมายทางการท่องเที่ยว การจัดลำดับของความสำคัญตามอำนาจในแนวดิ่ง ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมและถูกกันออกจากพื้นที่ ปัญหาของผู้ประสบภัยถูกทำให้เป็นเรื่องรอง และถูกทำให้คนภายนอกเชื่อว่าปัญหาจบแล้ว รัฐทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างภาพที่สวยงาม โดยที่ไม่อาจมั่นใจได้ว่าผลที่ออกมาจะคุ้มค่าหรือไม่
เบื้องหลังความงามที่ปรากฎ แท้จริงแล้ว เต็มไปด้วยความรู้สึกแบ่งแยก เมื่อกระบวนการทำงานของภาครัฐเมินเฉย เราจึงเห็นชาวบ้านผู้ประสบภัยจัดงานของตัวเองขึ้น ในงานรำลึกสึนามิภาคประชาชนที่บ้านทุ่งหว้า การจัดงานโดยภาคประชาชน เป็นโอกาสที่จะได้สะท้อนสิ่งที่พวกเขาประสบอยู่ให้กับผู้คนได้รับทราบด้วยตัวเอง สิ่งที่นำเสนอออกมาจึงเป็นความรู้สึกนึกคิดและความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาเอง ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ในสายตาของผู้ประสบภัยสึนามิมองว่า รัฐบาลว่าไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาของพวกเขา ซึ่งแทนที่ภาครัฐจะถือเอาโอกาสนี้เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า รัฐไม่ได้ละเลยพวกเขา ภาครัฐกลับทำให้ช่องว่างที่มีอยู่นั้น กว้างออกไปทุกที
คลื่นสึนามิที่ผ่านพ้นไป ทิ้งร่องรอยความเสียหายและคราบน้ำตาไว้มากมาย แรกทีเดียวทุกคนต่างก็เชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะถือเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับคนไทย แต่ถึงวินาทีนี้ ไม่แน่ใจแล้วว่า เราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง
ถ้าเปรียบเป็นการเรียนหนังสือที่ต้องมีการทดสอบเพื่อวัดผลการเรียนปลายปี เห็นทีงานนี้คงต้องปรับตกซ้ำชั้นอีกหลายปีกระมัง
edit @ 2005/12/29 14:56:37
2005/Dec/22
บลอคหายไป เฮ้อ...
มาเริ่มวันใหม่ดีกว่า เดี๋ยวจะร้างราไปนาน แล้วที่บอกไว้ว่าจะเขียนเรื่องสึนามิให้ได้อาทิตย์ละเรื่องก็ไม่สำเร็จค่ะ ไม่สามารถจัดการตัวเองได้ 1 เดือนผ่านไปจะถึงวันที่รำลึกแล้ว ยังมีแค่บทความเดียวเอง แถมไม่ใช่บทความที่เขียนขึ้นมาใหม่ด้วยล่ะสิ เหะเหะ
อายตัวเองน่อ...
...
อากาศหนาวจับจิตจับใจขนาดนี้ คงเป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลายคน โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯที่ปีละหนจะมีลมเย็นๆมาช่วยทำให้ความรีบร้อนผ่อนลงไปบ้าง
สำหรับเราแล้ว แม้จะชอบอุณหภูมิเย็นๆ ชอบที่ได้หยิบเอาเสื้อกันหนาวออกมาใส่กับเค้าได้บ้าง แต่ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อต่อสภาพอากาศที่เย็นแบบนี้ ก็พลอยทำให้ไม่ค่อยจะชอบฤดูหนาวไปโดยปริยาย
สภาพร่างกายที่พูดถึงก็คือ ผิวหนังของเราที่ขาดความชุ่มชื้นอย่างมาก ต้องบอกว่าไม่ใช่แค่หน้าหนาวเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดจนอายุ 21 ปีนี่แหละ เห็นหน้าขาวอมชมพูดูเหมือนจะมีสุขภาพผิวดีแบบนี้ จริงๆแล้วหากเข้ามาดูใกล้ๆ พินิจพิจารณาส่วนอื่นๆของร่างกายก็จะพบว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพียงภาพลวงตาทั้งนั้น
ที่จริงก็คือ ผิวเราแห้งมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้าปกติก็ต้องทาโลชั่นอยู่ทุกวัน ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นเกล็ดๆ คล้ายผิวหนังของงูฝ่ามือของเราก็แห้งเช่นกัน ใครที่มาจับมือเราต้องนึกว่าไอ้นี่คงทำงานหนักมาก มือสากเชียว ก็ต้องรีบบอกว่า เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะฮ่ะ เลยจะเสียเซ้วทุกทีเวลาจะต้องจับมือกับใคร
หน้าหนาว ผิวที่แห้งอยู่แล้วก็จะแตกระแหงมากขึ้นเรื่อยๆ จะผิวงูก็วิวัฒนาการกลายเป็นจระเข้ ลายพร้อยทั้งตัว หน้าเป็นขุย ส้นเท้าแตก หลังลาย และจะเกิดอาการคันยิบๆตั้งแต่บนจรดล่าง เมื่อเหงื่อออกหรือต้องอยู่กลางแดด
มันทรมานมากๆ
ถามว่าแล้วไม่ไปหาหมอเหรอ ก็ต้องตอบว่า เคยไปตอนเด็ก จำได้ว่า หมอนะ เรียกนักศึกษาแพทย์มาดูใหญ่เลย แบบตกใจกับสภาพร่างกายเรากันใหญ่เลย แล้วก็ให้ยาอะไรมาที่รักษาไม่ได้ซะหน่อย มาสองสามตลับ ซึ่งจากประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เราขยาดกับการไปหาหมอผิวหนังเลย จริงๆก็อยากหานะ แต่ขี้เกียจไง รวมทั้งไม่รู้ด้วยว่าไปหาหมอผิวหนังที่ไหนดี
วิธีการที่ใช้อยู่ทุกวันนี้คือ ทาโลชั่นที่เค้าว่ากันว่าหายมาตลอด แล้วก็กินวิตามินอี ที่ผสมอีฟนิ่งพริมโรสด้วย
โลชั่นที่เคยใช้ก็ตั้งแต่ นีเวีย ครีม,เบบี้ออยล์ จอห์นสัน,วาสลีน,น้ำมันงา จนล่าสุดเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ใช้ jergens สูตรผิวแห้งมากผิวก็ค่อยๆดีขึ้นนะ แต่พักหลังมา ไม่รู้เพราะผิวมันดื้อยาหรือส่วนผสมโลชั่นมันเปลี่ยนไป เมื่อวานซืนเลยไปซื้อ body butter ของบอดี้ชอปมาลองใช้ดู แต่มันแพงมากเลยอ่ะ แอบเสียดายตังค์ ถ้าไม่ได้ผลจะเสียใจมากๆ
จะว่าไปข้อดีของคนที่มีผิวอย่างเราก็มีนะเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง แหม ของทุกอย่างก็ต้องมีทั้งดีและไม่ดีใช่ไหม ข้อดีที่ว่าก็ได้แก่ไม่เป็นสิวฮ่ะ ทำให้ดูหน้าใส ไม่มัน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาความมันมาจากไหนนั่นเอง ยังรวมถึงการประหยัดไฟด้วยนะ คนทั่วไปเค้าอาบน้ำอุ่นกันใช่ป่ะ แต่สำหรับเราแล้ว การอาบน้ำอุ่นเป็นการสร้างปัญหาให้กับตัวเองมากกว่า เวลาไปต่างจังหวัดไม่มีน้ำอุ่นก็ไม่เป็นไรฮ่ะ
แต่ถึงจะเห็นว่าพอมีข้อดีบ้างก็ตาม อันที่จริงแล้ว เราก็อยากหายจากอาการนี้นะ มันน่ารำคาญ ทรมาน และเจ็บปวดด้วยล่ะ
มันเป็นทุกข์ของสาวผิวแห้งอย่างข้าพเจ้า
เฮ้อ....